หน้าหลัก: หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) Thai Film Archive
ประวัติความเป็นมา
ภาพยนตร์กำเนิดขึ้นในโลก เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๘ โดยนับเมื่อนักประดิษฐ์ชาวฝรั่งเศสนำภาพยนตร์ชนิดฉายขึ้นจอออกฉายเก็บค่าดูจากสาธารณชนเป็นครั้งแรกที่
กรุงปารีสและหลังจากนั้นได้แพร่กระจายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็วและโดยที่ไม่มีใครคาดคิด ภาพยนตร์ได้เติบโตกลายเป็น "มหรสพยอดนิยมของชาวโลกประจำ
คริสตศตวรรษที่๒๐"กิจการผลิตและจำหน่ายภาพยนตร์กลายเป็นธุรกิจอุตสาหกรรมที่ใหญ่โตที่สุดอย่างหนึ่งของโลก เมื่อเริ่มมีภาพยนตร์เกิดขึ้นนั้น ได้มีผู้มอง
เห็นความสำคัญและคุณค่าของภาพยนตร์นอกเหนือไปจากเป็นสินค้าขายความบันเทิง คือ เห็นว่ามีค่าเสมือนเป็นเอกสารสำคัญ ทำนองเดียวกับเอกสารประวัติ
ศาสตร์ หรือเอกสารจดหมายเหตุ ซึ่งควรจะมีหน่วยงานทำหน้าที่รวบรวมจัดเก็บเพื่อรักษาไว้ให้เป็นมรดกของมนุษยชาติเช่นเดียวกับการมีหอสมุดเก็บรักษา
หนังสือหอจดหมายเหตุเก็บรักษาเอกสาร หรือพิพิธภัณฑ์สถานเก็บรักษาศิลปวัตถุและโบราณวัตถุ
 
ผู้มีสายตายาวไกลผู้หนึ่งคือ "เบเลสลอว์ มาตุสซิวสกี" ช่างถ่ายภาพชาวโปแลนด์ซึ่งลงทุนตีพิมพ์สมุดเล่มเล็ก ๆ เพื่อเสนอข้อเรียกร้องดังกล่าวนี้ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๑
แต่ปรากฏว่าเวลาผ่านเลยไปถึง ๓๕ ปี จึงมีการจัดตั้งหน่วยงานขึ้นทำหน้าที่เก็บรักษาภาพยนตร์ขึ้นเป็นแห่งแรกในโลก คือ การตั้งหน่วยงานที่เรียกว่า
"หอภาพยนตร์ (FILMARCHIVE)" ขึ้นเป็นแห่งแรกที่กรุงสตอคโฮล์ม ประเทศสวีเดน เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๖ ซึ่งเป็นเวลาที่เกิดความตระหนักกันขึ้นแล้วว่า ฟิล์ม
ภาพยนตร์อันเป็นสื่อวัสดุที่บอบบางที่สุดในบรรดาสื่อต่าง ๆ ที่มนุษย์คิดประดิษฐ์ขึ้นมา ได้สูญหายไปเป็นอันมากแล้วเนื่องจากการเสื่อมสภาพของฟิล์มเอง
เพราะไม่ได้รับการดูแลรักษาการทำลายหรือทอดทิ้งเพราะไม่เห็นคุณค่าโดยเจ้าของเองโดยเฉพาะเมื่อเกิดภาพยนตร์เสียงขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๗๐ เป็นเหตุให้มีการ
ทำลายทิ้งฟิล์มภาพยนตร์เงียบไปเป็นจำนวนมากรวมทั้งการนำไปรีไซเคิลใช้เป็นวัตถุดิบผลิตสินค้าอื่นๆ
 
หลังจากนั้นได้มีการจัดตั้งหอภาพยนตร์ทั้งที่เป็นหน่วยงานของรัฐและของเอกชนขึ้นมาทีละรายสองรายเป็นลำดับคือ พ.ศ. ๒๔๗๗ มีการจัดตั้ง "หอภาพยนตร์
แห่งชาติ (REICHSFILMARCHIV)" กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน พ.ศ. ๒๔๗๘ มีการจัดตั้ง "หอสมุดภาพยนตร์แห่งชาติ (NATIONAL FILM LIBRARY)" ที่
กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษและ "หอสมุดภาพยนตร์ แห่งพิพิธภัณฑ์ศิลปสมัยใหม่" นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกาและ เริ่มมีการเก็บสะสมฟิล์มภาพยนตร์ในมิลาน อิตาลี
ซึ่งต่อมากลายเป็น "หอภาพยนตร์แห่งชาติ อิตาลี (CINETECA ITALIANA)" พ.ศ. ๒๔๗๙ มีการก่อตั้ง "หอภาพยนตร์หรือภาพยนตร์สถานแห่งฝรั่งเศส
(CINEMATHEQUE FRANCAISE)" ที่กรุงปารีส ต่อมา ที่กรุงปารีส ในปี พ.ศ. ๒๔๘๑ บรรดาหอภาพยนตร์รุ่นบุกเบิกจาก ๔ เมืองคือ นิวยอร์ค เบอร์ลิน ลอนดอน
และปารีส ได้ร่วมมือกันจัดตั้ง "สมาพันธ์หอภาพยนตร์ระหว่างชาติ" ขึ้น

สมาพันธ์หอภาพยนตร์ระหว่างชาติ (INTERNATIONAL FEDERATION OF FILM ARCHIVES)

เป็นองค์การสากล มีวัตถุประสงค์สำคัญในการร่วมมือกันเพื่อการอนุรักษ์ภาพยนตร์ในฐานะเป็นมรดกทางวัฒนธรรมสำคัญอย่างหนึ่งของมนุษยชาติซึ่ง ณ บัดนั้น
ภาพยนตร์มิได้มีคุณค่าเฉพาะด้านเป็นสื่อบันทึกเหตุการณ์หรือเป็นเอกสารจดหมายเหตุเท่านั้นแต่ยังมีค่าในฐานะงานสร้างสรรค์ทางศิลปอย่างสูงของโลกด้วยน่า
สังเกตว่า ระเบียบข้อบังคับที่สำคัญข้อหนึ่งของสมาพันธ์ ซึ่งยังคงบังคับใช้จนปัจจุบัน ได้แก่ ข้อที่ระบุว่า "สถาบันหรือองค์กรใด ๆ ก็ตาม ที่ใช้ภาพยนตร์ของตน
ไปเพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าจะไม่ได้รับการยอมรับให้เข้าเป็นสมาชิกของสมาพันธ์" ซึ่งนั้นหมายความว่า หอภาพยนตร์จะต้องเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร
นับจากนั้นมาจึงมีหอภาพยนตร์เกิดใหม่เพิ่มขึ้นทีละรายสองรายในประเทศต่าง ๆแต่โดยมากมักเกิดขึ้นในประเทศในทวีปยุโรป
 
ส่วนในทวีปเอเชียกว่าจะมีการจัดตั้งหอภาพยนตร์แห่งแรกขึ้น เวลาได้ล่วงเลยไปจนเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๒ จึงมีการจัดตั้งหอภาพยนตร์แห่งแรกขึ้นใน"ประเทศอิหร่าน  
ปี พ.ศ. ๒๕๐๑" มีการจัดตั้งหอภาพยนตร์แห่งชาติ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน พ.ศ. ๒๕๐๗ มีการจัดตั้ง หอภาพยนตร์แห่งชาติ เมืองปูนา ประเทศอินเดีย แม้แต่ประเทศ
ญี่ปุ่น ซึ่งได้ชื่อว่ามีการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมของชาติได้ดียิ่งก็เพิ่งมาจัดตั้งหอภาพยนตร์แห่งชาติ (NATIONAL FILM CENTER) ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๓ นี้เอง
ก่อนหน้าประเทศบังกลาเทศซึ่งตั้งหอภาพยนตร์แห่งชาติ ของตนเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๑ 
         
ในส่วนของภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียน อินโดนีเซียเป็นประเทศแรกในภูมิภาคนี้ที่ตั้งหอภาพยนตร์ของตน (SINEMATEK INDONESIA) ขึ้น
เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๘ เวียดนามเป็นแห่งที่สอง เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๒   และฟิลิปปินส์ เป็นแห่งที่สาม เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๖ แต่ตั้งได้ไม่กี่ปี เมื่อเกิดการล้มล้างรัฐบาลมาร์กอส
หอภาพยนตร์แห่งชาติได้ถูกยุบเลิกไปด้วยปัจจุบันมีเพียงหอภาพยนตร์เล็ก ๆ ในมหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์

การจัดตั้งหอภาพยนตร์แห่งชาติของไทย

สำหรับประเทศไทย ซึ่งมีประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ของตนเองไม่น้อยหน้าประเทศใดในโลกโดยเฉพาะมีการผลิตภาพยนตร์มาก เคยติดอยู่ในอันดับที่ ๑๒ ของ
ประเทศผู้ผลิตภาพยนตร์รายใหญ่ของโลก คือผลิตภาพยนตร์เรื่องมากว่า ๑๐๐ เรื่องต่อปี น่าสังเกตว่าความคิดในการจัดเก็บรักษาภาพยนตร์ของชาติได้เคยเกิด
ขึ้นอย่างเป็นทางการครั้งหนึ่งในปี พ.ศ. ๒๕๐๙ คือ เมื่อคณะอนุกรรมการสื่อสารมวลชน ในคณะกรรมการชาติ ว่าด้วยองค์การยูเนสโกแห่งประเทศไทย ซึ่งมี
พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเปรมบุรฉัตรทรงเป็นประธานมีมติในการประชุมเมื่อวันที่ ๔ ตุลาคมของปีนั้น เรียกร้องให้หอสมุดแห่งชาติเปิดแผนกเก็บภาพยนตร์ที่มี
คุณค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมขึ้นอีกแผนกหนึ่งโดยหวังจะให้เยาวชนรุ่นหลังได้ทราบความเป็นไปในอดีตได้อย่างชัดแจ้งและพร้อมกันนั้นก็ต้องการให้
เกิดความสะดวกสะบายในการค้นคว้าด้วยแต่น่าเสียดายว่าการเรียกร้องนั้นไม่สามารถทำให้เกิดการปฏิบัติจริงแต่อย่างใด โอกาสที่ประเทศไทยจะมีหอภาพยนตร์
เกิดขึ้นในอันดับต้น ๆ ของเอเชียจึงไม่เกิดขึ้น
         
เมื่อเวลาผ่านไปจนถึงปี พ.ศ. ๒๕๒๔ มีเอกชนซึ่งสนใจศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทยผู้หนึ่งได้ค้นพบฟิล์มภาพยนตร์เก่าสมัยรัชกาลที่ ๗ ของกอง
ภาพยนตร์เผยแผ่ข่าว กรมรถไฟหลวงในอดีต จึงเรียกร้องต่อสาธารณะผ่านทางสื่อมวลชน ให้ทางราชการดำเนินการอนุรักษ์ภาพยนตร์เหล่านั้นและจัดตั้งหน่วยงาน
ทำหน้าที่เก็บรวมรวมและอนุรักษ์ภาพยนตร์ขึ้นในประเทศไทยหลังจากดำเนินการเรียกร้องอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๗ กรมศิลปากรจึงไม่อาจนิ่ง
ดูดายต่อไปได้ต้องยอมรับข้อเรียกร้องโดยจัดทำโครงการจัดตั้งหอภาพยนตร์แห่งชาติและขออนุมัติโครงการนี้จากกระทรวงศึกษาธิการได้รับอนุมัติเมื่อ
วันที่ ๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๗ คณะกรรมการของโครงการซึ่งประกอบด้วยข้าราชการกรมศิลปากร นักวิชาการ เอกชน และบุคคลในวงการภาพยนตร์ ได้ศึกษา
การจัดตั้ง รูปแบบโครงสร้างและบทบาทหน้าที่ของหน่วยงาน หรือองค์กรด้านนี้ของประเทศต่าง ๆ ที่สุดได้เห็นชอบให้เรียกชื่อหน่วยงานที่จะจัดตั้งขึ้นใน
ประเทศไทยนี้ว่า "หอภาพยนตร์แห่งชาติ" และเรียกในภาษาอังกฤษว่า "THE NATIONAL FILM ARCHIVE" ตามแบบของประเทศอังกฤษ  คณะกรรมการยัง
มองเห็นว่าหน่วยงานนี้สามารถพัฒนาให้มีฐานะเป็นเอกเทศระดับกองของหน่วยราชการได้ในอนาคต  แต่ในระยะเริ่มต้นซึ่งไม่มีอะไรอยู่ในมือเลยนอกจากแผ่น
กระดาษ จึงให้มีฐานะเท่ากับงานหนึ่งฝากไว้กับกองพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในขณะนั้น และได้รับอนุญาตจากกรมศิลปากรให้ใช้อาคารเก่าทิ้งร้างหลังหนึ่ง
ในบริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป์ ถนนเจ้าฟ้า กรุงเทพ ซึ่งเคยเป็นอาคารโรงกษาปณ์ของกรมธนารักษ์มาก่อน ทำเป็นที่ทำการของหอภาพยนตร์
แห่งชาติ โดยจ้างลูกจ้างชั่วคราว ๔ นาย และแต่งตั้งข้าราชการคนหนึ่งมาปฏิบัติหน้าที่เป็นหัวหน้างาน
         
ภารกิจในระยะแรกของหอภาพยนตร์แห่งชาติ คือการแสวงหาภาพยนตร์และสิ่งเกี่ยวเนื่องใด ๆ ก็ตามเกี่ยวกับภาพยนตร์ เช่น เอกสารเกี่ยวกับการสร้างภาพยนตร์
ภาพถ่ายเกี่ยวกับภาพยนตร์ สิ่งพิมพ์เกี่ยวกับการโฆษณาเผยแพร่ภาพยนตร์ วัตถุและอุปกรณ์ครุภัณฑ์เกี่ยวกับการสร้างภาพยนตร์ หนังสือและวารสารเกี่ยวกับ
ภาพยนตร์ ฯลฯ โดยเน้นที่ผลงานซึ่งเป็นของคนไทยหรือของชาติซึ่งคนไทยได้เริ่มรู้จักภาพยนตร์มาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๔๐ และเริ่มสร้างภาพยนตร์มาตั้งแต่
ปี พ.ศ. ๒๔๔๓ เป็นต้นมา
         
ปัญหาสำคัญคือฟิล์มภาพยนตร์เป็นสื่อที่เปราะบางที่สุด อาจเสื่อมสภาพได้อย่างง่ายดายหากไม่ได้รับการดูแลรักษาและอนุรักษ์จึงเชื่อว่าผลงานภาพยนตร์
ของชาติได้เสื่อมสภาพและสาบสูญไปแล้วเป็นจำนวนมากอาจจะมากกว่าครึ่งหนึ่งของทั้งหมดที่เคยสร้างขึ้นมาอย่างไรก็ดี หอภาพยนตร์แห่งชาติ สามารถ
ติดตามค้นหาและแสวงหาฟิล์มภาพยนตร์และสิ่งเกี่ยวเนื่องกับภาพยนตร์ที่ยังเหลืออยู่ได้เป็นจำนวนมากพอ ที่จะเก็บรักษาและอนุรักษ์ไว้เป็นมรดกอย่างหนึ่ง
ของชาติสืบไป ขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่คอยแสวงหาและจัดเก็บบรรดาภาพยนตร์ และสิ่งเกี่ยวเนื่องกับภาพยนตร์ของชาติที่ได้รับการผลิตในปัจจุบัน เพื่อมิ
ให้สูญหายไปดังในอดีต ปี พ.ศ. ๒๕๓๐ กรมศิลปากรให้โอนหอภาพยนตร์แห่งชาติ ไปสังกัดเป็นฝ่ายหนึ่งในกองหอจดหมายเหตุแห่งชาติ และในปีนี้เอง
หอภาพยนตร์แห่งชาติเริ่มเปิดให้บริการแก่สาธารณชนซึ่งมี ๒ ลักษณะ คือการให้บริการแก่ผู้เข้าไปขอค้นคว้าภาพยนตร์และสิ่งเกี่ยวเนื่องกับภาพยนตร์ อีก
ลักษณะคือ การจัดกิจกรรมฉายภาพยนตร์ การจัดนิทรรศการ การจัดบรรยายเกี่ยวกับภาพยนตร์นอกจากนี้หอภาพยนตร์แห่งชาติยังได้สมัครเป็นสมาชิกสังเกต
การณ์ของสมาพันธ์หอภาพยนตร์ระหว่างชาติและในปีนี้หอภาพยนตร์แห่งชาติได้รับรางวัลเหรียญเงินขององค์การยูเนสโกนับเป็นเกียรติภูมิสำคัญอย่างหนึ่ง
ของหน่วยงานและของชาติ

ย้ายสถานที่ตั้งหอภาพยนตร์แห่งชาติ


 
ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ หอภาพยนตร์แห่งชาติได้ย้ายสถานที่ตั้งจากอาคารเก่าในบริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป์ ถนนเจ้าฟ้า กรุงเทพ ไปยังสถานที่ตั้งใหม่
ที่ถนนพุทธมณฑลสาย ๕ ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม หากเปรียบเทียบหอภาพยนตร์แห่งชาติ กับหน่วยงานอื่นในบริบทของบทบาท
หน้าที่ทำนองเดียวกัน เช่น หอสมุดพิพิธภัณฑ์ หอจดหมายเหตุ หอศิลป์ และ ศูนย์วัฒนธรรม หอภาพยนตร์อาจเป็นหน่วยงานที่ได้รับการเอาใจใส่จากรัฐน้อย
ที่สุด และเป็นหน่วยงานที่โดดเดี่ยวที่สุดเพราะทั้งประเทศมีอยู่เพียงแห่งเดียว ในขณะที่ประเทศมีหอสมุด พิพิธภัณฑ์ หอจดหมายเหตุ หอศิลป์และศูนย์วัฒนธรรม
นับร้อยนับพันแห่ง รัฐไม่เคยคิดเรื่องการจัดตั้งหอภาพยนตร์มาก่อนหอภาพยนตร์แห่งชาติเกิดขึ้นได้เมื่อยี่สิบปีที่ผ่านมา เพราะการเสนอแนะเรียกร้องและลงมือ
อาสาสมัครทำงานให้รัฐโดยเอกชน แม้ว่าจะไม่ได้รับการเอาใจใส่เท่าที่ควรแต่เวลายี่สิบปีที่ผ่านมา หอภาพยนตร์แห่งชาติสามารถปฎิบัติภารกิจด้านพื้นฐาน
ได้เป็นผลสำเร็จ นั่นคือการแสวงหารวบรวมภาพยนตร์และสิ่งเกี่ยวเนื่องกับภาพยนตร์ จนกล่าวได้ว่าประเทศไทยมีมรดกภาพยนตร์ของชาติเป็นปึกแผ่น แต่
ความสำเร็จนั้นกำลังจะเป็นความล้มเหลวในบั้นปลาย เพราะหอภาพยนตร์แห่งชาติกำลังเผชิญกับปัญหาความเป็นความตายนั่นคือไม่สามารถให้การดูแลรักษา
ฟิล์มภาพยนตร์ที่มีอยู่ให้คงอยู่ต่อไปเพราะการขาดแคลนบุคลากร งบประมาณ ครุภัณฑ์และอาคารสถานที่ทำงานขนาดของภารกิจในการดูแลรักษาฟิล์มภาพยนตร์
ของหอภาพยนตร์แห่งชาติ อาจเปรียบได้กับภารกิจของโรงพยาบาล ในขณะที่หอภาพยนตร์แห่งชาติมีสภาพเป็นเพียงสุขศาลาอนาถา 
 
อีกด้านหนึ่งหอภาพยนตร์แห่งชาติมีภารกิจในด้านให้บริการสาธารณะการให้บริการของหอภาพยนตร์มีสองทาง ทางหนึ่งคือเป็นแหล่งค้นคว้าศึกษาโดยตรง
หอภาพยนตร์เป็นคลังภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ประชาชนผู้สนใจสามารถเข้าไปขอดูหรือศึกษาค้นคว้าภาพยนตร์และสิ่งเกี่ยวเนื่องกับภาพยนตร์ที่
หอภาพยนตร์จัดไว้ให้บริการ อีกทางหนึ่งเป็นแหล่งให้การเรียนรู้นอกระบบและการเรียนรู้ตลอดชีวิตแก่ประชาชนโดยการจัดกิจกรรมการเผยแพร่เช่น การจัด
รายการฉายภาพยนตร์เป็นประจำ การจัดนิทรรศการการจัดประชุมทางวิชาการ การจัดทำสิ่งพิมพ์ทางวิชาการออกเผยแพร่ ในระยะทศวรรษแรกของการจัดตั้ง
(๒๕๒๗ - ๒๕๓๗) หอภาพยนตร์แห่งชาติพยายามรักษาสมดุลย์ของภารกิจ ระหว่างภารกิจการแสวงหา การเก็บรักษา และภารกิจการให้บริการ โดยพยายาม
ทำทั้งสองทางเป็นหอภาพยนตร์อย่างที่เรียกกันว่าแอคทีฟ ดูคึกคักมีชีวิตชีวา แต่ในระยะทศวรรษหลัง (๒๕๓๗ - ๒๕๔๗)หอภาพยนตร์แห่งชาติเริ่มประสบ
ปัญหาภารกิจในด้านการแสวงหาและดูแลรักษาภาพยนตร์และสิ่งเกี่ยวเนื่อง ซึ่งสั่งสมเป็นปึกแผ่นขึ้นนั้นต้องการการดูแลให้เป็นไปตามมาตรฐานทางวิชาการ
ของหอภาพยนตร์สากล กำลังงบประมาณและกำลังคนที่จำกัดทำให้หอภาพยนตร์แห่งชาติจำเป็นต้องเลือกทุ่มเทให้กับภารกิจด้านการแสวงหาและการดูแล
รักษาภาพยนตร์มากกว่าภารกิจด้านการให้บริการ เมื่อต้องเลือก จึงต้องการพื้นที่สำหรับเก็บภาพยนตร์มากกว่าที่สำหรับฉายให้คนดู จึงต้องให้เจ้าหน้าที่ ๆ มี
อยู่จำกัดนั้นทำงานด้านการดูแลรักษาฟิล์มภาพยนตร์มากกว่าที่จะไปจัดรายการฉายภาพยนตร์
 
ในระยะทศวรรษที่ผ่านมานี้ หอภาพยนตร์แห่งชาติจึงกลายเป็นหน่วยงานวัฒนธรรมอย่างที่เรียกกันว่าพาสสิฟคือเฉื่อยเนือยหรือเงียบเชียบเหมือนไม่มีชีวิตชีวา
หอภาพยนตร์แห่งชาติจำเป็นต้องเลือกทางเฉื่อยเพราะต้นทุนเนื้อแท้ของมรดกภาพยนตร์ของชาติก็คือตัวฟิล์มภาพยนตร์ การดูแลรักษาฟิล์มภาพยนตร์นั้นไม่ใช่
เรื่องง่ายและสนุกอีกทั้งได้หน้าตาเหมือนการจัดฉายหนังให้ผู้คนชื่นชมตรงข้ามการดูแลรักษาฟิล์มเป็นเรื่องลำบากยากเข็ญ ทุกข์ทรมานและไม่มีใครรู้ เป็นการ
ปิดทองหลังพระแต่หอภาพยนตร์แห่งชาติหวังว่าการปิดทองที่ทุกข์ทรมานนี้จะก่อปิติ เพราะผู้คนในอนาคตจะได้รับประโยชน์จากมรดกภาพยนตร์เหล่านี้แต่ใน
สภาพความเป็นจริง หอภาพยนตร์แห่งชาติพบว่าความทุกข์ทรมานนี้อาจไม่ก่อปีติเลย นอกจากความขมขื่นเพราะความอัตคัตขาดแคลนจากที่ไม่ได้รับการเอา
ใจใส่เท่าที่ควรหรือพอเพียงของหน่วยงานรัฐแห่งนี้อาจทำให้การทำงานที่ทุกข์ทรมานและยากเข็ญกลายเป็นสูญเปล่าสุขศาลาย่อมไม่อาจรักษาคนไข้ที่มี
จำนวนมากเกินกำลังและเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรง
 
จากหอภาพยนตร์แห่งชาติ สู่ หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) 
 
เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๔   ท่ามกลางกระแสการปฏิรูปการศึกษาและการปฏิรูประบบราชการหอภาพยนตร์แห่งชาติได้เรียนรู้เรื่องการปฏิรูปหน่วยราชการเป็น
องค์การมหาชนตาม"พระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. ๒๕๔๒" จึงเกิดความหวังว่าหากหอภาพยนตร์ได้รับการปฏิรูปเป็นองค์การมหาชนคงจะได้รับการ
อุดหนุนจากรัฐบาล และได้รับการพัฒนาหน่วยงานให้มีประสิทธิภาพ เข้มแข็งสามารถดำเนินงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ได้สมบูรณ์และเป็นจริงหอภาพยนตร์จึง
เรียกร้องขอปฏิรูปหน่วยงานเป็น องค์การมหาชนตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. ๒๕๔๒ หลังจากใช้เวลาเรียกร้องยืนหยัดต่อเนื่องนานถึง ๘ ปีเต็ม
จึงประสบความสำเร็จได้รับการจัดตั้งเป็น "หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)" โดยพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๕๒
 
ศักยภาพที่บริบูรณ์ของหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)
 
ถ้าหากว่าหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ได้รับการปฏิรูปและพัฒนาได้สำเร็จจริง หอภาพยนตร์ที่พัฒนาแล้วจะทำอะไรได้บ้างในด้านอนุรักษ์เป็นแหล่งศูนย์
กลางเก็บสะสมและดูแลรักษาภาพยนตร์ทั้งหลายของชาติรวมถึงอาจคัดสรรภาพยนตร์สำคัญของโลกเพื่อเป็นสมบัติของชาติ เป็นหลักประกันว่าภาพยนตร์
ทั้งหลายนั้นจะเป็นมรดกตกทอดไปสู่ลูกหลานของชาติในอนาคตด้านการศึกษา เป็นศูนย์กลางในการศึกษาค้นคว้าวิจัยภาพยนตร์ของชาติ ทั้งในสาขา
ภาพยนตร์เองและการวิจัยสหวิทยาโดยใช้ภาพยนตร์เป็นสื่อเป็นการสร้างสมองค์ความรู้ด้านภาพยนตร์ของชาติเป็นแหล่งให้การศึกษาเรียนรู้นอกระบบ การ
เรียนรู้ตามอัธยาศัยและการเรียนรู้ตลอดชีวิตแก่ประชาชนในด้านเศรษฐกิจ เป็นคลังทรัพย์สินทางปัญญาด้านภาพยนตร์และวิดิทัศน์ของชาติเป็นต้นทุนที่
สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม และงอกเงยต่อยอดตลอดเวลาในด้านการเผยแพร่ สามารถเผยแพร่เกียรติภูมิด้านภาพยนตร์ของชาติและเกียรติภูมิด้านอื่น ๆ ของชาติ
ผ่านทางภาพยนตร์อย่างกว้างขวาง โลกหอภาพยนตร์ระหว่างชาติ เป็นโลกที่ไร้พรมแดนและปราศจากกำแพงเศรษฐกิจโดยสนธิสัญญาระหว่างสมาพันธ์
หอภาพยนตร์ระหว่างชาติ กับ สมาพันธ์สมาคมผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์ระหว่างชาติและองค์การยูเนสโก สนับสนุนการแลกเปลี่ยนเผยแพร่ภาพยนตร์ระหว่าง
หอภาพยนตร์ชาติต่าง ๆ อย่างเสรี

ถ้าหากคิดว่าภาพยนตร์เป็นศาสนา

หอภาพยนตร์ คือ วัดของศาสนานี้

ห้องเย็นเก็บฟิล์ม คือ หอไตร

พิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์ คือ วิหาร  

ห้องให้บริการค้นคว้า คือ ศาลาการเปรียญ

โรงหนัง คือ โบสถ์
 
ดังนั้นหากจะทำนุบำรุงและสืบต่อศาสนานี้ จักต้องทำนุบำรุงวัดของศาสนานี้ให้ได้ก่อน จึงจะได้อานิสงค์มีคำกล่าวที่ท้าทายว่าประเทศใดหากยังไม่มี
หอภาพยนตร์สักแห่งหนึ่งที่พัฒนาแล้วย่อมไม่อาจนับถือได้ว่าเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วทางวัฒนธรรม หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ที่ศาลายา จะได้รับ
การพัฒนาให้เป็นศูนย์อนุรักษ์และบริการโสตทัศน์แห่งชาติ กล่าวคือเป็นศูนย์เก็บรวบรวมและอนุรักษ์ภาพยนตร์และสิ่งเกี่ยวเนื่อง เป็นศูนย์ให้บริการค้นคว้า
ศึกษาภาพยนตร์และสิ่งเกี่ยวเนื่อง เป็นศูนย์จัดกิจกรรมเผยแพร่ภาพยนตร์ในฐานะเป็นเอกสารประวัติศาสตร์ เป็นงานศิลปและเป็นมหรสพ โดยจัดสร้าง
ห้องสมุด โรงภาพยนตร์และพิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์
 
สมบัติและมรดกของหอภาพยนตร์
 
ปัจจุบันหอภาพยนตร์ เก็บรักษาภาพยนตร์ต่าง ๆ ซึ่งจำแนกเป็น ภาพยนตร์ข่าวโทรทัศน์ ประมาณ ๕๐,๐๐๐ เรื่อง ภาพยนตร์สารคดี ประมาณ ๘,๐๐๐ เรื่อง
ภาพยนตร์เรื่องหรือหนังไทยประมาณ ๑,๕๐๐ เรื่อง และวีดิทัศน์ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ เรื่องสิ่งเกี่ยวเนื่องกับภาพยนตร์ ได้แก่ บทภาพยนตร์ ๒๐๐ เรื่อง
รูปนิ่ง ๒๓,๐๐๐ รูป ใบปิดหรือโปสเตอร์๒,๕๐๐ เรื่องหนังแผ่นหรือโชว์การ์ด ๑,๐๐๐ เรื่อง หนังสือ ๕,๐๐๐ เล่ม สูจิบัตรภาพยนตร์ ๓๕๐ เรื่อง แผ่นเสียง
๗๐๐ แผ่นวัตถุพิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์ ๖๐๐ ชิ้น
 
การให้บริการ 
 
หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ให้บริการสาธารณะใน ๒ ลักษณะ อย่างหนึ่งคือการให้บริการแก่ผู้สนใจเข้ามาขอศึกษาค้นคว้าจากภาพยนตร์และสิ่งเกี่ยว
เนื่องกับภาพยนตร์ของหอภาพยนตร์ซึ่งหอภาพยนตร์จัดให้บริการทำนองเดียวกับหอสมุดหรือหอจดหมายเหตุและให้บริการทำสำเนาภาพยนตร์และสิ่ง
เกี่ยวเนื่อง โดยผู้ใช้บริการต้องปฎิบัติตามระเบียบและเสียค่าบริการ อีกลักษณะหนึ่งคือการให้บริการแก่สาธารณชนเข้าชมและร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่
หอภาพยนตร์ จัดขึ้น เช่นรายการจัดฉายภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ของหอภาพยนตร์ การแสดงนิทรรศการ การบรรยาย การอบรม รวมทั้งการเข้าชม
พิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์ไทยของหอภาพยนตร์

วิดีโอ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกผนวช

SUBSCRIBE
TO THE MAILING LIST
ผู้เข้าชม 295782 ออนไลน์ 14