รายชื่อภาพยนตร์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภาพยนตร์ของชาติ ครั้งที่ ๗ ปี ๒๕๖๐

เมื่อวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๖๐ หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) กระทรวงวัฒนธรรม ได้ทำการประกาศรายชื่อภาพยนตร์ ๑๕ เรื่อง ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกภาพยนตร์ของชาติครั้งที่ ๗ ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๐ ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องมาทุกปีในวันอนุรักษ์ภาพยนตร์ไทย เพื่อให้สาธารณชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ภาพยนตร์ 
โดยได้คัดเลือกภาพยนตร์ที่สำคัญตามหลักเกณฑ์ที่จัดทำ ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภาพยนตร์ของชาติ เป็นหลักประกันว่าภาพยนตร์เหล่านี้จะได้รับการอนุรักษ์อย่างดีเพื่อส่งต่อให้ชนรุ่นหลัง

 

๑. พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ๒๔๖๙
2469
35 มม. / ขาว-ดำ / เงียบ / ความยาว 10.29 นาที
ผู้สร้าง  กองภาพยนตร์เผยแผ่ข่าว กรมรถไฟหลวง
ผู้บริจาค การรถไฟแห่งประเทศไทย
 
          ภาพยนตร์บันทึกงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า ฯ บันทึกที่แสดงให้เห็นเหตุการณ์สำคัญในพระราชพิธีโดยตลอด ได้แก่ การก่อสร้างพระเมรุ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้า ฯ เสด็จ ฯ ทรงยกพระบรมมหาเศวตฉัตรประดับยอดเมรุ พระราชพิธีกงเต๊ก การอันเชิญพระโกศพระบรมศพจากพระยานมาศสามลำคานขึ้นเกรินบันไดนาคเพื่อเชิญขึ้นประดิษฐานบนบุษบกพระมหาพิชัยราชรถ ณ พลับพลาหน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ก่อนจะแห่ริ้วกระบวนสู่พระเมรุมาศท้องสนามหลวงโดยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวประทับพระราชยานกง เสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนราบจากพระบรมมหาราชวังมาในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพและภาพสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวประทับพระวอสีวิกากาญจน์ เสด็จโดยกระบวนราบมาในพลับพลาพระราชพิธี ภาพการอัญเชิญพระโกศพระบรมอัฐิลงจากพระเมรุมาศไปยังพระที่นั่งทรงธรรมและอัญเชิญพระโกศพระบรมอัฐิขึ้นสู่พระที่นั่งราเชนทรยาน ตั้งกระบวนพระบรมราชอิสริยยศแห่อัญเชิญจากพระเมรุมาศเข้าสู่พระบรมมหาราชวังเพื่อบำเพ็ญพระราชกุศลในลำดับต่อไป
แม้ความยาวรวมกันเพียง 10 นาที และส่วนที่เหลือจากการตัดต่อกับการถ่ายเก็บ ไม่พบเนกาติฟที่ตัดต่อสำเร็จสำหรับเป็นแม่พิมพ์  ก็นับว่ามีค่ายิ่ง 
 

๒. การเดินทางกลับจากประเทศญี่ปุ่นของคณะทูตไทยในการไปเจรจาตกลง การเรียกร้องดินแดนคืนจากรัฐบาล อินโด-จีน ของฝรั่งเศส ถึงกรุงเทพพระมหานคร
5 มิถุนายน 2484
16 มม. / ขาว-ดำ / เงียบและเสียง / ความยาว 09.54 นาที
ผู้สร้าง  หนังสือพิมพ์โตกิโอ นิจินิจิและโอซากา ไมนิจิ
ผู้ถ่ายภาพ        ภาพยนต์เสียงศรีกรุง                                  
ผู้บริจาค สุรินทร์-ประณีต (เฉลิมวัฒนาโคราช)
 
กรณีสงครามที่ไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการระหว่าง ไทย กับ อินโดจีนของฝรั่งเศส เมื่อปี 2483 จากการที่รัฐบาลไทยขณะนั้นได้สนับสนุนให้มีการเรียกร้องดินแดนที่เสียไปให้ฝรั่งเศสในรัชกาลที่ 5 คืน นำไปสู่การรบกันตามแนวชายแดน สงครามดำเนินไปราวสามเดือน ก็ยุติลงเมื่อรัฐบาลญี่ปุ่นยื่นมือเข้ามาเป็นคนกลาง นำไปสู่การเจรจาที่กรุงโตเกียว
ภาพยนตร์นี้มี 2 ม้วน บันทึกเหตุการณ์เดียวกัน คือ วันที่คณะทูตเจรจาสันติภาพของไทย เดินทางกลับจากประเทศญี่ปุ่นมาถึงท่าอากาศยานดอนเมือง ซึ่งมีพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร  หัวหน้าคณะทูตไทยได้กล่าวปราศรัยสั้น ๆ ใจความอยู่ที่แสดงความขอบคุณประเทศญี่ปุ่นและยืนยันถึงมิตรไมตรีกับญี่ปุ่นจะแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น คำกล่าวนั้นเป็นการขอบคุณรัฐบาลญี่ปุ่นอย่างใหญ่
ซึ่งเมื่อเราได้ยินในปัจจุบัน จะสามารถบอกเล่าสำเนียงแห่งเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ในยุคก่อนและยามสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้อย่างไม่น่าเชื่อ นับเป็นเอกสารสำคัญชิ้นหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย ในรูปของภาพยนตร์ ที่ฉายให้เห็นอารมณ์ของกระแสสังคมไทยในยุคชาตินิยมกำลังทวีความแข็งแรงขึ้น ในขณะที่เป็นผลงานการถ่ายทำของบริษัทภาพยนต์เสียงศรีกรุงซึ่งหลงเหลืออยู่เพียงน้อยนิด
 

๓. ทะเลรัก
10 เมษายน 2496
16 มม. / สี / เสียง / ความยาว 67 นาที
บริษัทสร้าง       ภาพนิมิต ผู้อำนวยการสร้าง        เสวตร เปี่ยมพงศ์สานต์
ผู้กำกับ  ขุนวิจิตรมาตรา
ผู้บริจาค เสวตร เปี่ยมพงศ์สานต์
 
ภาพยนตร์แนวชีวิต ผลงานการกำกับภาพยนตร์ของขุนวิจิตรมาตราที่สร้างในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ โดยดัดแปลงจากบทประพันธ์ที่ท่านได้ประพันธ์เอาไว้ในปี 2469  โดยเป็นผลงานการแสดงภาพยนตร์เรื่องแรก และเรื่องเดียวของพิชัย วาศนาส่ง นักจัดรายการและพิธีกรโทรทัศน์ยุคบุกเบิกคนหนึ่งของประเทศไทย ถ่ายภาพยนตร์โดย ประสาท สุขุม ช่างถ่ายภาพยนตร์ไทยเพียงคนเดียวที่เป็นสมาชิกของ American Society of Cinematographer ภาพยนตร์นี้บันทึกทัศนียภาพชายหาดและท้องทะเลแถบบ้านเพ จังหวัดระยองในอดีตออกมาได้อย่างงดงาม และบันทึกวิถีชีวิตของชาวบ้านแห่งหมู่บ้านประมง มีฉากใต้ทะเลแสดงการงมหอยมุก ภาพยนตร์นี้สร้างโดย นายเสวต เปี่ยมพงศ์สานต์ นักการเมือง ผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง ซึ่งภายหลังได้เป็นรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี เป็นตัวอย่างของการที่นักการเมืองไทยสมัยหนึ่ง ใช้ภาพยนตร์หรือลงทุนสร้างภาพยนตร์อง เพื่อเป็นเครื่องมือในการหาเสียงทางการเมือง
 

๔. พิธีเปิดป้าย พรรคเสรีมนังคศิลา ๒ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๙
2499
16 มม. / ขาว-ดำ / เสียงและเงียบ /ความยาว 36.04 นาที
ผู้บริจาค นางพิศมัย เล็กประเสริฐ แห่งพิศมัยฟิล์ม ท่าตะโก นครสวรรค์
 
ภาพยนตร์บันทึกเหตุการณ์งานพิธีเปิดที่ป้าย “พรรคเสรีมนังคศิลา” เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2499  โดยมี จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าพรรค พล.ต.อ. เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจและรองหัวหน้าพรรค พร้อมสมาชิกสำคัญของพรรคที่ได้เดินทางมาร่วมงานจำนวนมาก โดยเสียงผู้บรรยายได้เล่าถึงเหตุการณ์ในวันนั้น รวมทั้งพูดถึงอุดมคติและแนวนโยบายของพรรคอย่างละเอียด  
นอกจากนี้ ภาพยนตร์ยังได้บันทึกรายละเอียดจนถึงการประชุมพรรคในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2499 เห็นบรรยากาศการประชุม การอภิปรายของสมาชิก การยกมือลงมติ ณ ห้องประชุมของพรรค
ภาพยนตร์เรื่องนี้ ถือเป็นบันทึกกิจกรรมของพรรคการเมืองสำคัญพรรคหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยในระบอบประชาธิปไตย แม้ว่าพรรคการเมืองนี้จะยังไม่ทันมีบทบาทอะไรในประวัติศาสตร์  เพราะจอมพล ป. พิบูลสงคราม ถูก พล.อ. สฤษดิ์ ธนะรัชต์ รองหัวหน้าพรรคทำรัฐประหาร ล้มล้างรัฐบาลของจอมพล ป. หัวหน้าพรรคไปเสียก่อนก็ตาม

๕. ไทยไดมารู
2507
16 มม. / ขาว-ดำ / เสียง/ ความยาว 01.55 นาที
ผู้สร้าง  ปยุต เงากระจ่าง
ผู้บริจาค ปยุต  เงากระจ่าง
 
ภาพยนตร์โฆษณา ที่สร้างโดยบริษัทผลิตภาพยนตร์โฆษณาของ ปยุต เงากระจ่าง บิดาหนังการ์ตูนไทย  ทำให้ห้างสรรพสินค้าไทยไดมารู ห้างสรรพสินค้าไทยสัญชาติญี่ปุ่นที่เข้ามาเปิดกิจการสาขาแรกในประเทศไทย เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2507 ภาพยนตร์โฆษณาไทยไดมารูนี้มี 2 ฉบับ ฉบับหนึ่งเป็นการเน้นที่ตัวบันไดเลื่อนแห่งแรกของประเทศไทย แล้วจาระไนว่าในห้างมีแผนกอะไรบ้าง เช่น ร้านขายเสื้อผ้าสตรี เครื่องแก้วและบริการบรรจุหีบห่อ  ส่วนอีกฉบับหนึ่งจะเน้นการเดินทางมาสู่อาคารของห้าง และไม่พ้นที่จะโชว์ว่าจะได้พบกับบันไดเลื่อนแห่งแรก ร้านขายสินค้าญี่ปุ่นต่าง ๆ และร้านอาหารญี่ปุ่นแท้ ๆ

ภาพยนตร์โฆษณาไทยไดมารูนี้ นับเป็นโฆษณาที่เผยแพร่ทางโทรทัศน์ในปี 2507 และมีอิทธิพลสร้างความตื่นเต้นแก่ชาวกรุงเทพฯให้เดินทางไปที่ห้าง เพื่อสัมผัสบันไดเลื่อนตัวแรกของประเทศไทย ทำให้เกิดความรู้สึกทันสมัย เจริญรุ่งเรือง ภาพยนตร์นี้ยังเป็นการบันทึกอารมณ์ของยุคสมัยหนึ่งของกรุงเทพฯซึ่งไม่อาจรับรู้ได้จากสื่ออื่น ๆ

๖. ศึกบางระจัน
19 มกราคม 2509
16 มม. / สี / เสียง / ความยาว 73 นาที
บริษัทสร้าง      ภาพยนตร์สหะนาวีไทย    ผู้อำนวยการสร้าง         สุพรรณ พราหมณ์พันธุ์
ผู้กำกับ อนุมาศ บุนนาค
ต้นฉบับของภาพยนตร์บางระจัน ภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาปลุกใจให้คนไทยลุกขึ้นมาปกป้องชาติจากการรุกรานของศัตรูชาวพม่า ผ่านทางวีรกรรมความเสียสละของชาวบ้านบางระจัน ที่นอกจากจะประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงแล้ว ยังเป็นฉบับที่มีผู้จดจำมากที่สุด ภาพยนตร์ถ่ายทำด้วยฟิล์มสี 16 มม.  พากย์สด ถือภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ของบริษัท ภาพยนตร์สหะนาวีไทย  ดัดแปลงเรื่องดั้งเดิมจากนิยาย บางระจัน ของไม้ เมืองเดิม โดย ส. เนาวราช และเขียนบทภาพยนตร์โดย ประสิทธิ ศิริบรรเทิง  เป็นภาพยนตร์ที่พยายามทำแบบมหากาพย์ เต็มไปด้วยความยิ่งใหญ่ รวมดาราใหญ่ของวงการหนังไทย ได้แก่ สมบัติ เมทะนี  พิศมัย วิไลศักดิ์,  ทักษิณ แจ่มผล, ขวัญใจ สอาดรักษ์, ปรียา รุ่งเรือง, รุจน์ รณภพ, สุวิน สว่างรัตน์, ชุมพร เทพพิทักษ์ และ นักแสดงสมทบอีกมากมาย สมบัติ เมทะนี ทุ่มเทการแสดงในภาพยนตร์นี้อย่างเห็นได้ชัด และทำให้สมบัติได้รับรางวัลตุ๊กตาทอง ดารานำชายยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้รับพระราชทานรางวัลจากพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ซึ่งถือเป็นครั้งสุดท้าย ที่ พระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานรางวัลตุ๊กตาทองแก่ผู้ได้รับรางวัลด้วยพระองค์เอง

๗. กองพันจงอางศึก
[2510]
16 มม. / สี / เสียง / ความยาว 14 นาที
ผู้สร้าง  กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม
เป็นภาพยนตร์โฆษณาชวนเชื่อของกองทัพไทย เพื่อเผยแพร่เรื่องการที่ประเทศไทยส่งทหารไปร่วมรบกับคอมมิวนิสต์เวียดนามเหนือในประเทศเวียดนามใต้ โดยไทยได้จัดตั้งกรมทหารอาสาสมัคร เป็นหน่วยเฉพาะกิจขึ้น เพื่อรับสมัครชายไทย ไปร่วมรบในสงครามเวียดนาม เมื่อ ปี 2510 มีชื่อเรียกหน่วยว่า จงอางศึก (Queen Cobra) ภาพยนตร์บันทึกเหตุการณ์ตั้งแต่การรับสมัคร จนถึงพิธีส่งตัวไปยังประเทศเวียดนามใต้ พร้อมกับบันทึกเหตุการณ์ที่ จอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้เดินทางไปเยือนเวียดนามใต้ 3 วัน ได้รับการต้อนรับจากรองประธานาธิบดี เหงียน เกากี ได้เดินทางไปยังที่ตั้งของกองทหารไทย แสดงผลงานทหารได้ประสพชัยชนะ สามารถฆ่าศัตรูจำนวนมากและยึดอาวุธและธงของศัตรูได้ จึงมีพิธีมอบเหรียญกล้าหาญแด่ทหารไทยโดยกองทัพสหรัฐ

ภาพยนตร์เรื่องนี้ ทำหน้าที่เป็นสื่อของรัฐที่ประสงค์จะเผยแพร่ให้ประชาชนไทยในขณะนั้นเข้าใจและเห็นดีงามไปกับการที่เราส่งกองทหารไปร่วมรบต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ที่กำลังรุกรานเพื่อนบ้าน โลกเสรี เพราะคอมมิวนิสต์มีเป้าหมายจะมารุกรานประเทศไทยอยู่แล้ว  แต่ปัจจุบันภาพยนตร์นี้เป็นเอกสารบันทึกอารมณ์ความรู้สึกช่วงสมัยหนึ่งของประเทศไทย

๘. ชุมแพ                              
26 มิถุนายน 2519
35 มม. / สี / เสียง / ความยาว 142 นาที
บริษัทสร้าง       สันติสุชาภาพยนตร์        ผู้อำนวยการสร้าง         วิสันต์ สันติสุชา
ผู้กำกับ  จรัล พรหมรังษี
ผู้บริจาค ฟิล์ม 16 มม. กองอนามัยครอบครัว กรมอนามัย
ฟิล์ม 35 มม. กรมการศึกษานอกโรงเรียน
 
ชุมแพ เป็นผลงานการสร้างของสันติสุชาภาพยนตร์ในปี 2519 ที่นำบทประพันธ์ของศักดิ์ สุริยา (ฉัตร บุญยศิริชัย) นักประพันธ์ชาวจังหวัดสุรินทร์ ที่เขียนให้กับนิตยสารบางกอกรายสัปดาห์ภาพยนตร์ มาสร้างเป็นภาพยนตร์ โดยเนื้อเรื่องของชุมแพ มีความซับซ้อนด้วยตัวละครที่มากมาย ทั้งตัวดี ตัวร้าย หรือฝั่งตัวร้ายที่กลับใจมาอยู่ฝั่งตัวดี มีการเล่าเรื่องที่ชวนให้ผู้ชมลุ้นไปกับการที่เพิก ชุมแพ ต้องถูกใส่ร้ายว่าเป็นโจรและถูกตามล่า ก่อนที่หนังจะเฉลยทุกอย่างออกมาในท้ายที่สุด โดยสะท้อนถึงภาพของการคอร์รัปชั่นและผู้มีอิทธิพลในสังคมชนบท ที่เป็นปัญหาที่ยังคงปรากฏให้เห็นจนปัจจุบันนี้
ชุมแพประสบความสำเร็จในการสร้างฉากบู๊ที่น่าจดจำ ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และกลายเป็นต้นแบบของหนังบู๊ภูธร ซึ่งฉากที่สำคัญที่สุดฉากหนึ่ง คือฉากการต่อสู้ระหว่างดอนและภู น้ำพอง บนหลังคารถบัสโดยที่ไม่ใช้ตัวแสดงแทน ซึ่งฉากดังกล่าวเป็นฉากที่ไม่มีในบทประพันธ์เดิมของศักดิ์ สุริยา แต่จรัล พรหมรังษี ผู้กำกับ ได้คิดขึ้นและเติมเข้ามาในภาพยนตร์ จนกลายเป็นฉากที่ยังคงเป็นที่กล่าวขานมาจนถึงทุกวันนี้

๙. เพลงรักเพื่อเธอ
13 เมษายน 2521
35 มม. / สี / เสียง / ความยาว 124.23 นาที
บริษัทสร้าง       เริงศิริ โปรดักชั่น ผู้อำนวยการสร้าง         ศรีประภา ลิมอักษร
ผู้กำกับ  เริงศิริ ลิมอักษร
ผู้บริจาค สหมงคลฟิล์ม
ผลงานการสร้างและกำกับภาพยนตร์ชิ้นที่ 4 ของเริงศิริ ลิมอักษร ออกฉายในปี 2521 ซึ่งภาพยนตร์ ได้สะท้อนถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในแวดวงธุรกิจดนตรีในช่วงนั้น โดยเพลงรักเพื่อเธอไม่ใช่หนังทุนสร้างสูง แต่ก็เห็นได้อย่างชัดเจนถึงความปราณีตในงานสร้างและการกำกับของเริงศิริ ทั้งการกำกับภาพของโสภณ เจนพานิช องค์ประกอบศิลป์และเสื้อผ้าที่มีรสนิยม หัวใจอีกอย่างของหนัง ก็คือ เพลง ซึ่งนักแสดงอย่าง เศรษฐา ศิระฉายา ศรีไศล สุชาตวุฒิ และ ทาริกา ธิดาทิตย์ ได้ใช้เสียงของตนเองจริง ๆ ในการขับร้อง ไม่ว่าจะเป็นเพลง  ทะเลไม่เคยหลับ ม่านบังตา หรือใจเอ๋ย

ในปี 2521 ภาพยนตร์ในแนวนี้อาจไม่ใช่กระแสหลักของวงการภาพยนตร์ไทย งานของเริงศิริ ไม่ได้เพียงแต่เล่าถึงความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนของผู้คน แต่สะท้อนให้เห็นถึงช่วงเวลาที่สวยงามในยุค 70 ทั้งสถานที่ เครื่องแต่งกาย และวัฒนธรรมของผู้คนในยุคนั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นเสมือนบันทึกของกาลเวลา ที่คงเหลือเพียงความทรงจำอันไม่มีวันหวนคืนมาอีก และเป็นตัวอย่างผลงานเพียงไม่กี่ชิ้นของเริงศิริ ที่แสดงให้เห็นถึงฝีมือของเขาในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์ที่สมควรได้รับการนำมาประเมินค่าใหม่อีกครั้ง

๑๐. บ้านทรายทอง*
12 มกราคม 2523
35 มม. / สี / เสียง / ความยาว 137 นาที
บริษัทสร้าง       รณภพฟิล์ม       ผู้อำนวยการสร้าง         เกียรติ เอี่ยมพึ่งพร, ประชา มาลีนนท์
ผู้กำกับ  รุจน์ รณภพ
นวนิยายเรื่อง บ้านทรายทอง ของ ก. สุรางคนางค์ เป็นนวนิยายที่ได้รับการนำมาดัดแปลงหลายครั้งเป็นทั้งละครเวที ละครโทรทัศน์ และภาพยนตร์ เล่าเรื่องราวของ พจมาน พินิจนันต์ ก้าวเข้ามาอยู่ในบ้านทรายทอง ตามคำสั่งเสียสุดท้ายของพ่อเพื่อเรียนต่อในกรุงเทพฯ หากเธอกลับถูกกลั่นแกล้งสารพัดโดยหม่อมแม่และหญิงเล็ก ด้วยกลัวว่าพจมานจะพรากบ้านหลังนี้ไปครอง แต่เธอก็ได้รับการช่วยเหลือจาก หญิงใหญ่ และชายกลาง รวมทั้ง ชายเล็ก ผู้พิกลพิการที่รักเธอเหมือนพี่สาว
แม้จะเป็นเรื่องราวที่ถูกนำมาสร้างหลายต่อครั้ง แต่บ้านทรายทอง ฉบับภาพยนตร์ในปี  2523 ที่ รุจน์ รณภพ ผู้กำกับ และเป็นผู้ที่ทำหน้าที่เขียนบทภาพยนตร์เองด้วยนามปากกา "ภรณ์รวี" ถือเป็นภาพยนตร์ประสบความสำเร็จ สามารถทำรายได้ถึง 6 ล้านบาท ในการออกฉายครั้งแรก  และถือเป็นบ้านทรายทองฉบับที่ได้รับการจดจำจากผู้ชมมากที่สุด โดยเฉพาะฉากที่ จารุณี สุขสวัสดิ์ ที่แสดงบทบาทเป็น พจมานเดินหิ้วชะลอมเข้ามายังบ้านทรายทอง แม้ไม่ได้ถูกระบุในหนังสือ  แต่กลับกลายเป็นฉากที่สังคมไทยจดจำได้เป็นอย่างดี 

๑๑. หลวงตา
20 กันยายน 2523
35 มม. / สี / เสียง / ความยาว 125.35 นาที
บริษัทสร้าง       ไฟว์สตาร์ โปรดักชั่น       ผู้อำนวยการสร้าง         เกียรติ เอี่ยมพึ่งพร
ผู้กำกับ  เพิ่มพล เชยอรุณ
ผู้บริจาค ฟิล์ม 35 มม. ไฟว์สตาร์ โปรดักชั่น
ฟิล์ม 16 มม. ศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา
 
แม้สังคมไทย จะเป็นสังคมพุทธที่วัดและพระสงฆ์ เป็นหนึ่งในศูนย์กลางของชุมชน แต่ภาพยนตร์ที่มีพระสงฆ์เป็นตัวดำเนินเรื่องกลับไม่ได้มีมากนักด้วยหลาย ๆ ปัจจัย ภาพยนตร์เรื่องหลวงตาเป็นภาพยนตร์ที่เพิ่มพล เชยอรุณ ได้หยิบบทประพันธ์ของ แพร เยื่อไม้ มาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ และเป็นงานที่เพิ่มพลสร้างโดยคำนึงถึงตลาดมากกว่างานชิ้นก่อน ๆ ของเขา แต่งานของเขาก็ยังคงแฝงแง่มุมทางสังคมผ่านทางตัวละคร โดยนำเอาศิลปินตลกชื่อดังอย่างล้อต๊อกมานำแสดง แต่เพิ่มพลก็พลิกภาพของล้อต๊อกจากการเป็นตลก ให้มารับบทเป็นพระสงฆ์เป็นครั้งแรก ภาพยนตร์ถ่ายทอด ด้วยเนื้อหาของหลวงตา ที่สอนเรื่องคุณธรรม ผ่านทางอารมณ์ขันที่เกิดจากตัวละครของหลวงตา

หลวงตา เป็นผลงานซึ่งถือได้ว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยภาพยนตร์ได้รับการตอบรับจากผู้ชมอย่างอบอุ่น ด้วยรายได้จากการฉายครั้งแรก เป็นเงินสูงถึง 6,500,000 บาท จวบจนปัจจุบัน หลวงตา เป็นภาพยนตร์ไทยเพียงสามเรื่องในประวัติศาสตร์ ที่ได้รับเลือกให้เข้าสายประกวดหลักในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลิน และเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ 24 เรื่องจากทั่วทุกมุมโลก ที่ได้ถูกคัดเลือกให้เข้าชิงรางวัลหมีทองคำ ซึ่งเป็นรางวัลที่สำคัญที่สุดรางวัลหนึ่งของโลกภาพยนตร์ รวมทั้งเป็นภาพยนตร์ที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้กำกับรุ่นหลังได้สร้างภาพยนตร์ตลกที่สอดแทรกหลักธรรมทางพุทธศาสนาอีกหลากหลายเรื่อง

๑๒. มือปืน
1 กรกฎาคม 2526
35 มม. / สี / เสียง / ความยาว 140.13 นาที
บริษัทสร้าง       บริษัท ซี.เอส.พี. โปรดักชั่น จำกัด, นิวพร้อมมิตรภาพยนตร์  
ผู้กำกับ  ม.จ. ชาตรีเฉลิม ยุคล
มือปืน ถือเป็นภาพยนตร์อิสระที่แสดงให้เห็นถึงฝีมือในการกำกับภาพยนตร์ ของ  ม.จ. ชาตรีเฉลิม ยุคล ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้กำกับนิวเวฟคนสำคัญของวงการภาพยนตร์ไทยในช่วงเวลานั้น โดยเป็นภาพยนตร์ที่ฉีกจากภาพยนตร์ในท้องตลาดในเวลานั้น ด้วยการเล่าถึงชีวิตของมือปืน ที่มักเป็นตัวร้ายในภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ แต่ในภาพยนตร์เรื่องนี้ มือปืนอย่างจ่าสมหมาย คือคนตัวเล็กๆคนหนึ่งในสังคมที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนกับโชคชะตาและความอยุติธรรมที่ได้รับ แม้ว่าสิ่งที่เขาทำคือการฆ่า ขณะที่ตัวละครสารวัตรธนู สะท้อนถึงผู้ใช้กฎหมายที่กลายเป็นฝั่งตรงข้ามกับผู้คนตัวเล็กๆในสังคม ที่ต้องถูกเบียดบังจากการไม่ได้รับความเป็นธรรม ทำให้ต้องเลือกเส้นทางเดินชีวิตที่สวนทางกับกระบวนการยุติธรรม
งานสร้างของมือปืน เป็นงานที่ได้มาตรฐานสูง ด้วยการเป็นภาพยนตร์เสียงในฟิล์มที่บันทึกเสียงจริงของนักแสดง ซึ่งในปี  2526 เป็นสิ่งที่ผู้สร้างรายอื่นๆมองว่าฟุ่มเฟือยและไม่จำเป็น เช่นเดียวกับดนตรีประกอบภาพยนตร์ที่ ม.จ. ชาตรีเฉลิม ได้ให้พิเศษ สังข์สุวรรณ ทำดนตรีประกอบขึ้นมา ซึ่งงานดนตรีของเขามีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จนทำให้พิเศษได้รับรางวัลตุ๊กตาทอง สาขาดนตรีประกอบยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่องนี้ ขณะที่สรพงศ์ ก็พลิกบทบาทและภาพลักษณ์ของความเป็นพระเอก มารับบทเป็นมือปืนขาพิการ ที่ต้องใช้ชีวิตด้วยการอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับกฎหมาย ซึ่งก็เป็นบทบาทพิเศษ ที่ทำให้เขาได้รับรางวัลตุ๊กตาทอง สาขาดารานำชายยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่องนี้

๑๓. ข้างหลังภาพ
27 เมษายน 2528
35 มม. / สี / เสียง / ความยาว 123.17 นาที
บริษัทสร้าง       ไฟว์สตาร์ โปรดักชั่น       ผู้อำนวยการสร้าง         เจริญ เอี่ยมพึ่งพร
ผู้กำกับ  เปี๊ยก โปสเตอร์
ผู้บริจาค สมบูรณ์สุข นิยมศิริ
ข้างหลังภาพ ฉบับปี 2528 กำกับภาพยนตร์โดย สมบูรณ์สุข นิยมศิริ หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม เปี๊ยก โปสเตอร์ ได้หยิบเอานวนิยายเรื่องนี้ของศรีบูรพามาสร้างเป็นภาพยนตร์ร่วมกับบริษัทไฟว์สตาร์ โปรดักชั่น โดยเปี๊ยก  โปสเตอร์ ได้เลือกอำพล ลำพูน ซึ่งกำลังโด่งดังอยู่ในขณะนั้น จากภาพยนตร์เรื่อง วัยระเริง และ น้ำพุ มาแสดงคู่กับนางเอกใหม่ที่ก้าวมาจากละครโทรทัศน์ และ การเป็นพิธีกร คือ นาถยา แดงบุหงา
ภาพยนตร์เล่าเรื่องราวความรักของ กีรติ หม่อมราชวงศ์หญิงสาวผู้สูงส่ง ที่พึงพอใจในนพพร เด็กหนุ่มที่คอยดูแลในยามที่เธอไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นกับสามีผู้ชราของเธอ แต่ด้วยสถานะทางสังคมหญิงสาวเลือกที่จะเก็บความปรารถนาไว้ในใจ รอจนกว่าเธอจะมีโอกาสแสดงออก แต่เมื่อถึงตอนนั้นก็ดูทุกอย่างจะสายไปเสียหมด
สิ่งที่เป็นจุดโดดเด่นของข้างหลังภาพ ฉบับของ เปี๊ยก โปสเตอร์ อยู่ที่การดำเนินเรื่องราวอย่างซื่อสัตย์ต่อบทประพันธ์ โดยถ่ายทอดตัวอักษรของศรีบูรพาให้กลายมาเป็นคำพูดของตัวละครได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน แม้ว่าอาจมีการสอดแทรกบทบาทบางตอนเพิ่มเติมเข้าไป แต่ก็ไม่ได้ดูขัดกับความเป็นข้างหลังภาพตามบทประพันธ์        แม้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องเดินทางไปถ่ายทำที่ญี่ปุ่นตามนวนิยาย แต่ด้วยความที่เหตุการณ์ในเรื่องเกิดขึ้นก่อนหน้าราว 50 ปี ซึ่งสถานที่ต่าง ๆ ในนวนิยายได้มีการเปลี่ยนแปลงไปเกือบทั้งหมดแล้ว อีกทั้งธารน้ำตกมิตาเกะ ก็เป็นเพียงสถานที่ในจินตนาการของศรีบูรพา แต่ภาพยนตร์สามารถถ่ายทอดออกมาดูสมจินตนาการ 

๑๔. ฉลุย
22 ตุลาคม 2531
35 มม. / สี / เสียง / ความยาว 103.22 นาที
บริษัทสร้าง       ไท เอ็นเตอร์เทนเมนท์     ผู้อำนวยการสร้าง         จรัญ พูลวรลักษณ์, วิสูตร พูลวรลักษณ์
ผู้กำกับ  อังเคิล
ผู้บริจาค บริษัท ไท เอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด
 
ฉลุย เป็นภาพยนตร์ตลกวัยรุ่น ที่เป็นสไตล์เฉพาะตัวของไท เอ็นเตอร์เทนเมนท์ ในเวลานั้น ออกฉายในช่วงปลายปี 2531 ในเวลาที่พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัน เพิ่งก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี เวลาที่ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคใหม่ที่ฝันกันว่าไทยจะกลายเป็นเสือตัวที่ห้าของเอเชีย
เรื่องราวของฉลุยไม่มีอะไรซับซ้อน หนังเล่าถึงชีวิตของโต้งและป๋อง สองชายหนุ่มแสนซื่อ ที่มักต้องพบกับเหตุการณ์ตลก ๆ กับตัวเองอยู่เสมอ ซึ่งหลายต่อหลายมุกตลกในหนังเรื่องนี้ ยังเป็นที่จดจำและพูดถึงกันจนถึงทุกวันนี้ เช่นฉากที่โต้งกับป๋องตัดสินใจเปิดร้านขายขนมครกเจ็ดสี แต่เมื่อถูกวิจารณ์ว่าขนมครกของพวกเขายังขาดสาระ โต้งกับป๋องจึงทำขนมครกที่ใส่วิตามินต่าง ๆ ลงไป แม้จะมีคนชมว่าขนมครกใส่วิตามินที่เขาขายนั้นมีสาระ แต่ปรากฏว่า มันกลับขายไม่ออกเลย ซึ่งมุกนี้เป็นมุกที่สะท้อนถึงความรู้สึกนึกถึงของอังเคิล ผู้กำกับ ที่ก่อนหน้านี้ภาพยนตร์เรื่อง "ดีแตก” ของเขา แม้จะได้รับคำวิจารณ์ที่ดี แต่กลับไม่ทำเงิน ซึ่งทำให้เขา ตัดสินใจที่จะกลับมาทำหนังตลกวัยรุ่นอย่างฉลุยอันเป็นหนังแนวที่มักถูกตราหน้าว่าไร้สาระ
กระนั้น ภาพยนตร์เรื่องฉลุย ไม่ใช่ภาพยนตร์ที่เราพูดได้ว่ามันเป็นสิ่ง "ไร้สาระ" เพราะหนังได้เล่าเรื่องเสมือนตัวแทนของวัยรุ่นธรรมดา ๆ จำนวนไม่น้อยในยุคนั้น และจากการประสบความสำเร็จ ฉลุย ทำให้วงการภาพยนตร์ไทยเปลี่ยนจากยุคสมัยของภาพยนตร์บู๊ หรือภาพยนตร์ชีวิต มาเป็นยุคของภาพยนตร์วัยรุ่นอย่างเต็มตัวจนสิ้นสุดทศวรรษที่ 2540 

๑๕. เกรซแลนด์ GRACELAND
2549
35 มม. / สี / เสียง / ความยาว 17.49 นาที
ผู้อำนวยการสร้าง         เจตนิพิฐ ธีระกุลชาญยุทธ, โสฬส สุขุม      
ผู้กำกับ  อโนชา สุวิชากรพงศ์
ผู้บริจาค อโนชา สุวิชากรพงศ์
เกรซแลนด์ ถือเป็นภาพยนตร์ที่อโนชา สุวิชากรพงศ์ ทำในขณะที่ยังศึกษาด้านภาพยนตร์ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ในสหรัฐอเมริกา โดยเป็นภาพยนตร์ที่ถ่ายทำด้วยฟิล์ม 35 มม. ได้อย่างสวยงาม ด้วยการกำกับภาพของหมิง ไค่ เหลียง เพื่อนร่วมชั้นเรียนของอโนชา ที่ในเวลาต่อมา จะกลายมาเป็นผู้กำกับภาพคู่บุญของเธอ ขณะที่งานตัดต่อของลี ชาตะเมธีกุล ก็เพิ่มมิติให้กับเกรซแลนด์ได้อย่างน่าสนใจ
เกรซแลนด์ เล่าเรื่องราวของ จ้อน (สราวุธ มาตรทอง) เด็กบาร์ที่แต่งกายเลียนแบบเอลวิส เพรสลีย์ นั่งรถไปกับหญิงสาวลึกลับคนหนึ่ง  (เจลฬาริน ชาญเชิงรบ)  ในคืนวันหนึ่งทั้งสองคนนั่งรถเข้าไปในบริเวณป่า เมื่อรถจอดลง ณ สถานที่แห่งหนึ่ง เขาลงจากรถ  ก่อนที่หญิงสาวจะเดินทางเข้าป่าไป โดยที่จ้อนได้ตามเข้าไปในป่าด้วย และที่ในป่านั้นเอง ที่ทั้งคู่ได้รับรู้ซึ่งบาดแผลในชีวิตของกันและกัน
ความสำเร็จของเกรซแลนด์นั้นถือเป็นความสำเร็จอย่างสูง เพราะเป็น

SUBSCRIBE
TO THE MAILING LIST